(Minghui.org) ฉันเริ่มฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าในปี 1996 และต้าฝ่าพาฉันออกจากชีวิตที่เจ็บปวดและยากลำบาก ทั้งการฟื้นฟูสุขภาพและความสงบในใจ ปีนั้นลูกชายของฉันเข้ามหาวิทยาลัย สามีของฉันเสียชีวิตตั้งแต่ลูกชายของเราอายุเพียง 7 ขวบ และฉันมีเงินไม่พอจ่ายค่าเล่าเรียนของลูก ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกไปทำงานที่ต่างเมือง ฉันตัดสินใจไปกรุงปักกิ่ง โดยบอกตัวเองว่าจะรับงานอะไรก็ได้ที่หาได้

ช่วยเหลือผู้คนโดยไม่แบ่งแยก

อำเภอที่ฉันอาศัยอยู่เป็นอำเภอที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นอำเภอที่ยากจนระดับประเทศ เช่นเดียวกับพนักงานวิสาหกิจส่วนใหญ่ในท้องถิ่น ฉันถูกเลิกจ้าง ฉันต้องส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนให้ลูกชายและยังมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วย ฉันจึงต้องหางานให้ได้โดยเร็วที่สุด

วันแรกที่ไปสำนักงานจัดหางาน ฉันพบหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องการคนไปช่วยทำงานบ้าน เธอถามคำถามหลายข้อกับพวกเราไม่กี่คนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของเรา แล้วก็ออกไป พอใกล้เที่ยงฉันก็กลับบ้าน สำนักงานจัดหางานโทรมาบอกว่าหญิงสาวคนนั้นเลือกฉัน

เมื่อฉันกลับไป เธอกำลังคุยกับตัวแทนสำนักงานเรื่องสัญญาและสิทธิ์ของนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิ์และผลประโยชน์ของลูกจ้าง ต่อมาเมื่อตัวแทนออกไปโทรศัพท์ หญิงสาวคนนี้ก็เขียนเบอร์โทรของเธอให้ฉัน พอตัวแทนกลับมา เธอบอกว่าสามีของเธอโทรมาแล้วเธอก็ออกไป

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ฉันคิดว่า "ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เธอไม่อยากจ่ายเงินให้สำนักงานจัดหางาน" จากสิ่งที่ฉันเห็นที่สำนักงาน ฉันพอเดาได้ว่าเธอไม่ใช่คนสบาย ๆ ง่าย ๆ ฉันจะรับข้อเสนอของเธอดีไหม แต่อีกความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่าเธออาจมีบุญสัมพันธ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับฝ่าหลุนต้าฝ่า

เธอนัดให้ฉันไปพบเธอที่บ้านและบอกให้ฉันทำอาหารวันละ 2 มื้อ และทำความสะอาดบ้าน ฉันมีวันหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน เธอบอกว่าเธอชื่อ Weiwei (นามสมมติ) และสามีของเธอชื่อ Yu Lai (นามสมมติ) เธอแนะนำรายละเอียดภายในบ้านและบอกสิ่งที่ฉันต้องใส่ใจ ฉันบอกเธอว่า "ฉันฆ่าปลาหรือไก่เป็น ๆ ไม่ได้ ฉันมีหลักการของตัวเองคือความจริง ความเมตตา และความอดทน"

ฉันสังเกตว่า Weiwei เป็นหญิงสาวที่ถูกตามใจและจู้จี้จุกจิกมาก เธอถามว่าฉันทำอาหารเก่งไหม ฉันตอบว่า "ทุกคนมีรสนิยมต่างกัน ขอให้ฉันลองดูก่อนว่าอาหารของฉันจะถูกปากคุณไหม" ฉันคิดในใจว่า "หลายปีที่ผ่านมา ฉันกับลูกชายมีชีวิตที่ยากลำบาก ฉันไม่เคยทำอาหารหลากหลายชนิด แทบไม่มีเรื่องอาหารอร่อยหรือไม่อร่อย"

Weiwei ขอให้ฉันซื้อของสดแล้วไปทำอาหารที่บ้านเธอหลังจากพวกเขากลับจากทำงาน เธอสั่งเมนูอาหารหลากหลายชนิดให้ฉันทำ ฉันปฏิบัติตามคำสอนของฝ่าหลุนต้าฝ่าเรื่องการนึกถึงผู้อื่น และทำงานอย่างสุดความสามารถ ฉันพยายามทำอาหารที่เธอขอให้ทำอย่างดีที่สุด เธอไม่เคยบอกว่าอาหารของฉันไม่อร่อย

Weiwei มักเชิญเพื่อน ๆ และพ่อแม่มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านบ่อย ๆ ทำให้ฉันกลับบ้านดึกอยู่บ่อยครั้ง แม่ของเธอมาและเราได้คุยกัน ครั้งหนึ่งแม่ของ Weiwei พูดว่า "Weiwei บอกว่าอาหารที่คุณทำอร่อยมาก เธอเลยเชิญเพื่อน ๆ และพวกเรามารับประทานด้วย" แต่ Weiwei ไม่เคยชมฉันต่อหน้า ฉันรู้ว่าพ่อของ Weiwei เป็นเจ้าหน้าที่จากมณฑลอื่น ไม่น่าแปลกใจที่เธอทำตัวเหมือนเจ้าหญิงน้อยที่ถูกตามใจ เธอทำให้ฉันลำบากบ่อย ๆ โดยสั่งงานที่นอกเหนือขอบเขตหน้าที่ แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจ เพราะฉันเป็นผู้ฝึก

สามีของ Weiwei ชื่อ Yu Lai ดูเป็นคนถือตัว ฉันทำงานในบ้านของพวกเขาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่เขาไม่เคยพูดกับฉันเลย

Weiwei เชิญพ่อแม่ของเธอมารับประทานอาหารเย็นอีกครั้งในเย็นวันหนึ่ง หลังอาหาร Yu Lai พูดกับแม่ยายว่า "ผมเกือบหมดสติขณะขับรถ อันตรายมากเลย" พ่อแม่ภรรยาเป็นห่วงและถามว่าเขาจะไปตรวจที่โรงพยาบาลไหม เขาตอบว่า "ผมไปหลายโรงพยาบาลแล้วแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้"

ฉันพูดว่า "คุณลองฝ่าหลุนต้าฝ่าสิ คนจำนวนมากหายจากโรคร้ายแรงหลังจากฝึก" เขาถามฉันว่าจะเริ่มฝึกอย่างไร ฉันอธิบายให้เขาฟังคร่าว ๆ แม่ของ Weiwei พูดว่า "เพื่อนร่วมงานในอดีตของฉันหลายคนสุขภาพดีหลังจากฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า" แล้วฉันก็กลับบ้านเพราะดึกแล้ว

ดูเหมือน Yu Lai นับถือบางอย่างอยู่ วันหนึ่งเขาก้มกราบบางอย่างที่อยู่ใกล้ประตู ฉันสังเกตว่ามันคือคางคกทองแดง ฉันพูดออกไปโดยไม่ทันคิดว่า "ฉันรู้แล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คุณป่วย" ฉันเองก็ตกใจที่พูดออกไปอย่างนั้น ฉันพูดคำพูดเหล่านั้นออกไปได้อย่างไร เขารีบถามฉันว่า "มันคืออะไร" ฉันตอบว่า "มันไม่ง่ายที่จะอธิบายสั้น ๆ ฉันจะอธิบายให้ฟังครั้งหน้านะ" ในช่วงหลายวันต่อมา ทั้งคู่กลับบ้านดึก ฉันจึงไม่มีโอกาสคุยกับเขา

ในอดีต Su Lin เคยเป็นครูที่อยู่ออฟฟิศเดียวกับฉันมาก่อน เขาเปิดบริษัทบัญชีในกรุงปักกิ่ง เขาได้ยินว่าฉันมาทำงานที่ปักกิ่งจึงโทรหาฉันว่า "ในวิชาชีพของเรา ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น คุณควรกลับมาทำงานในวิชาชีพเดิม" เขารู้สึกเสียดายที่ฉันไม่ได้ทำงานในสายของตัวเองอีกแล้ว

ในระหว่างที่ฉันเป็นครูก่อนหน้านี้ ช่วงเวลานั้นตรงกับช่วงที่มีการบูรณาการเศรษฐกิจของประเทศจีนกับตลาดโลกในปี 1992 ในปี 1993 มาตรฐานการบัญชีของวิสาหกิจใหม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิธีการทำบัญชีไปมาก แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการอัปเดตตำราเรียน ฉันจึงเดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อหาสื่อการสอนใหม่เพื่อให้นักเรียนได้เรียนเนื้อหาที่ทันสมัยและไม่กีดขวางโอกาสการทำงานของนักเรียนในอนาคต แม้ฉันจะได้รับประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านการสอนในระดับเทศบาลนคร แต่ฉันก็ไม่สามารถขอย้ายงานได้ เพราะฉันปฏิเสธที่จะให้สินบน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมตอนนั้น

ฉันไม่ได้ทำวิชาชีพนั้นเกือบ 10 ปีแล้ว ใบอนุญาตนักบัญชีของฉันหมดอายุแล้ว ในยุค 1990 คอมพิวเตอร์ยังหายาก และยังไม่มีการทำบัญชีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Su Lin รู้ว่าฉันไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการปลอมแปลงบัญชี เขาบอกฉันว่า "ในฐานะนักบัญชีที่ทำบัญชีให้กิจการ ที่จริงก็มีบางกรณีที่ไม่จำเป็นต้องทำบัญชีปลอม" เขายังบอกว่าฉันสามารถเรียนโปรแกรมทำบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทของเขาก็ได้ ฉันจึงตัดสินใจยื่นขอใบอนุญาตนักบัญชีอีกครั้งและใช้วันหยุดไปเรียนโปรแกรมทำบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทของเขา

วันหนึ่งฉันได้ยินว่าลูกของเพื่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอจะเชิญเพื่อน ๆ ไปเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อฉลอง ฉันวางแผนกลับบ้านเพื่อร่วมงานและแสดงความยินดีกับเธอ ฉันไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟในวันหยุดของฉัน ฉันคิดว่า "ฉันสามารถขึ้นรถไฟเที่ยวกลางคืนเพื่อกลับบ้านแล้วค่อยกลับมา แบบนั้นฉันก็ไม่ต้องขาดงาน ถ้า Weiwei อนุญาต ฉันจะขอวันหยุดชดเชย 1 วัน แล้วค่อยทำงานชดเชยหลังจากกลับมา ฉันจะได้อยู่ที่บ้านเกิดเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน"

ฉันบอก Weiwei เรื่องแผนที่ฉันจะกลับบ้านวันรุ่งขึ้น เธอไม่พอใจ "ใครอนุญาตให้คุณหยุดงาน แม้แต่วันเดียวก็ไม่อนุญาต ลา 2 วันไม่มีทาง" ฉันตะลึง "ฉันมีวันหยุด 1 วันอยู่แล้ว ทำไมหยุดแค่วันเดียวก็ไม่ได้เลยหรือ" เธอพูดว่า "แม่สามีของฉันจะผ่าตัด เธอจะมาพักที่นี่หลังจากออกจากโรงพยาบาล" ฉันพูดว่า "ฉันซื้อตั๋วแล้ว ฉันไปวันเดียวได้ไหม" เธอตอบว่าไม่ได้

ฉันคิดในใจว่า "ทุกวันตอนบ่าย ฉันต้องรอรับโทรศัพท์จากคุณ ไปซื้อของตามที่คุณสั่งทุกอย่าง แล้วยืนรอคุณกลับที่นอกบ้าน แล้วจึงเข้าไปในบ้านเพื่อเริ่มทำอาหารได้ ฉันยืนอยู่ข้างนอกกลางแดดกลางฝน บางครั้งฉันรอนานกว่า 2 ชั่วโมง ยิ่งกว่านั้น คุณยังสั่งให้ฉันเตรียมอาหารให้ 3 มื้อบ่อย ๆ และให้งานเพิ่มอีกมากมาย คุณเป็นคนที่ดูแลยากมาก แล้วยังจะให้แม่สามีซึ่งไม่เคยอยู่กับคุณมาพักด้วย และไม่ยอมให้ฉันหยุดงานโดยไม่บอกล่วงหน้าเลย แล้วหลักสูตรทำบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่ฉันจะเรียนจะทำอย่างไร ฉันไม่ได้ขายตัวเองมาเป็นคนรับใช้ของคุณ ฉันจะลาออก"

แล้วฉันก็คิดทบทวนว่า "ฉันพยายามช่วยเหลือผู้คนทุกวัน พวกเขาอยู่ที่นี้แล้ว ฉันจะเลือกว่าจะช่วยใครได้หรือ ก็ได้ ฉันจะไม่ลากลับบ้าน ฉันต้องการให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้" น่าแปลกใจที่ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในทันที

ฉันบอก Weiwei อย่างสงบว่า "ฉันจะไม่กลับบ้าน ฉันจะไปคืนตั๋วรถไฟ" สมัยนั้นยังไม่มีการซื้อตั๋วออนไลน์ คนที่ไปซื้อตั๋วต้องยืนเข้าแถวต่อคิวนานมากในช่วงวันหยุดเทศกาล หลังเลิกงาน ฉันนั่งรถประจำทางไปสถานีรถไฟเพื่อคืนตั๋ว การเดินทางไป-กลับใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ฉันคิดว่าเพื่อน ๆ ของฉันช่วยเหลือฉันมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา และฉันอยากไปเจอพวกเขาจริง ๆ น่าเสียดายที่ฉันไปไม่ได้

อีกไม่กี่วันต่อมา แม่สามีของ Weiwei ออกจากโรงพยาบาล Weiwei ต้องการให้ฉันดูแลแม่สามีของเธอด้วย เธอแทบไม่อยู่บ้านและถึงอยู่บ้านก็ไม่ช่วยดูแลแม่สามี แม่สามีของเธอผ่าตัดทรวงอกมาและไม่สามารถดูแลตัวเอง เธอต้องให้ฉันช่วยแม้กระทั่งตอนลุกจากเตียง

ฉันไม่มีวันหยุดอีกต่อไปและไปเรียนที่บริษัทของอดีตเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ฉันรู้ว่าฉันเสียโอกาสทั้งการเรียนและการได้ใบอนุญาต รวมถึงโอกาสได้งานดี ๆ ที่มีรายได้สูง แต่ฉันเป็นผู้ฝึก และท่านอาจารย์สอนให้นึกถึงผู้อื่น

ครั้งแรกที่ฉันช่วยล้างเท้าให้แม่สามีของ Weiwei ฉันรู้สึกกังวลจริง ๆ เพราะนอกจากล้างเท้าให้ลูกชายของฉันตอนที่เขายังเล็กแล้ว ฉันไม่เคยล้างเท้าให้ใครมาก่อน แต่ผู้ฝึกต้องนึกถึงผู้อื่น ! เธออ่อนแอมาก ฉันคิดแล้วคิดอีกว่า "แม่ของฉันเสียชีวิตไปนานแล้ว ฉันไม่เคยได้ล้างเท้าให้แม่เลย" แล้วฉันก็รู้สึกยินดีที่ได้ทำสิ่งนี้

ฉันดูแลเธอและพูดคุยกับเธอด้วยความอดทน ฉันเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับความอัศจรรย์ของต้าฝ่า เธอมีการศึกษาสูงและจิตใจดี เธอรับฟังสิ่งที่ฉันพูด

วันหนึ่ง Yu Lai ขอให้ฉันบอกเขาว่าอะไรคือต้นเหตุของอาการป่วยของเขา ฉันพูดว่า "ร้านแผงลอยริมถนนเกือบทุกร้านกราบไหว้บูชาอะไรบางอย่าง ฉันไม่เคยพูดอะไร ฉันอยู่บ้านคุณมานานแล้ว เรามีบุญสัมพันธ์ต่อกัน จากที่ฉันเรียนรู้จากฝ่าหลุนต้าฝ่า ฉันเข้าใจว่าต้นเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยของคุณคือคางคกที่คุณกราบไหว้บูชา มันเป็นสิ่งไม่ดี" Yu Lai บอกว่าเขาซื้อมาจากภูเขาในราคา 500 หยวน (ประมาณ 74 ดอลลาร์สหรัฐ) ฉันบอกเขาว่า "คุณอาจได้เงินมาบ้าง แต่เมื่อกราบไหว้มัน มันก็จะดูดสสารสุดยอดจากร่างกายคุณ นั่นคือต้นเหตุของอาการป่วยของคุณ คุณจะเชื่อหรือไม่ คุณก็ตัดสินใจเอง"

วันต่อมา Yu บอกฉันว่า "ผมวางสิ่งนั้นไว้ที่ระเบียงแล้ว คุณเอาไปทิ้งได้เลย" ฉันไม่คาดคิดว่าเขาจะตัดสินใจได้เร็วขนาดนั้น ฉันคุยกับแม่ของเขาและโทรหาคนรับซื้อของเก่า ฉันบอกเขาว่า "เอาของนี้ไปส่งที่โรงหลอมเลยนะ ไม่เช่นนั้น มันจะเป็นอันตรายกับคนที่เก็บมันไป"

อีกไม่กี่วันต่อมา Yu Lai และ Weiwei เริ่มฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า Yu เรียนท่าฝึก 4 ชุดแรกรวดเดียว ตอนแรกเขานั่งขัดสมาธิขาเดียว พวกเขาฝึกท่าพร้อมกับฉันทุกครั้งที่พวกเขามีเวลา แม่ของ Yu ได้ดูวิดีโอการบรรยายฝ่าของท่านอาจารย์ 2 รอบ Yu ได้ทำสำเนาของ VCD การบรรยายด้วย พวกเขาทุกคนตกลงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนและองค์กรในเครือ ประมาณ 1 เดือนกว่าต่อมา แม่ของ Yu หายและกลับบ้าน ตอนนั้นเธออ่านจ้วนฝ่าหลุนไปแล้ว 2 รอบ เธอนำหนังสือติดตัวกลับไปด้วย

Weiwei เปลี่ยนทัศนคติของเธอไปอย่างสิ้นเชิง เธอขึ้นเงินเดือนให้ฉันและให้กุญแจบ้านไว้กับฉันเพื่อให้ฉันเข้าออกได้อย่างอิสระ พ่อแม่ของ Weiwei ก็ลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและองค์กรในเครือเช่นกัน เมื่อฉันลาออกจากการทำงานที่บ้านของเธอเพื่อไปทำงานใหม่ Weiwei ร้องไห้

Yu หายจากอาการป่วย ฉันถามแม่ของเขาหลังจากนั้นไม่กี่ปีต่อมา เธอบอกว่าเขาไม่มีอาการนั้นอีกเลย เขาหายขาดสนิทแล้ว ฉันรู้ว่าพวกเขาทุกคนมีบุญสัมพันธ์กับต้าฝ่า

พนักงานดีเด่นเพียงคนเดียว

เพื่อนร่วมห้องของฉันเห็นโอกาสงานอีกที่หนึ่งทางออนไลน์ เธอคิดว่างานนี้เหมาะกับฉัน เงินเดือนที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัครงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจนี้ถึง 3 เท่า และสวัสดิการที่ระบุไว้ก็ดีมาก จนดูเหมือนดีเกินจริง ฉันตัดสินใจสมัคร โดยปรับความคิดว่าฉันไม่มีอะไรจะเสีย

การสัมภาษณ์งานใช้เวลาค่อนข้างนาน ฉันถูกขอให้ร่างเอกสาร โดยได้รับแจ้งว่าเป็นรูปแบบเดียวกับที่บริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ใช้ในการสัมภาษณ์ ฉันถูกถามคำถามที่แปลกประหลาดจริง ๆ บางคำถามด้วย ฉันคิดในใจว่า "สวัสดิการที่ดีเลิศขนาดนี้ ฉันคงไม่ได้งานนี้หรอก" ฉันตอบคำถามของพวกเขาโดยไม่ลังเล โดยรักษาทัศนคติที่ไม่ก้มหัวและไม่หยิ่งยโส ฉันไม่คาดคิดว่าฉันจะได้รับโทรศัพท์แจ้งผลอีก 3 วันต่อมาว่าฉันได้งานนี้ เพื่อนร่วมห้องของฉันต่างดีใจกับฉันและรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อที่ฉันได้งานนี้ ฉันรู้สึกสำนึกในพระคุณของท่านอาจารย์ ช่วงนั้นฉันมีความกดดันมากเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของลูกชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย

ฉันเผชิญกับความท้าทายมากมายในการทำงานและฉันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยความเมตตาที่ฉันได้จากการฝึกต้าฝ่า หลังเลิกงาน ฉันมักพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ และเล่าให้พวกเขาฟังว่าต้าฝ่าวิเศษเพียงใด ฉันมีความสุขทุกวันและพยายามนึกถึงเพื่อนร่วมงานและลูกค้าอยู่เสมอ พวกเขาหลายคนลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและองค์กรในเครือ

บริษัทที่ฉันทำงานด้วยไม่ใช่บริษัทใหญ่ มีพนักงานไม่ถึง 100 คน ปีหนึ่งบริษัทตัดสินใจพาพนักงานไปทัศนศึกษาและจัดประชุมประจำปี ฉันบอกผู้จัดการของฉันว่า "เพื่อนร่วมงานทุกคนเป็นคนหนุ่มสาวและรักความสนุกสนาน ฉันจึงขอไม่ไปร่วมกิจกรรมและขออยู่ดูแลออฟฟิศแทน" แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจมากคือ 3 วันต่อมาเพื่อนร่วมงานของฉันกลับมาพร้อมรางวัลให้ฉัน ฉันได้รับการเสนอชื่อให้เป็นพนักงานดีเด่นเพียงคนเดียวของบริษัท

จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงาน การแข่งขันระหว่างการคัดเลือกพนักงานดีเด่นในการประชุมประจำปีนั้นดุเดือดมาก ผู้สมัครถูกประเมินตามเกณฑ์ยาวเหยียด ทั้งผลการปฏิบัติงาน ความสามารถทางวิชาชีพ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัท พวกเขาโต้เถียงกันมาก จนถึงกับขุดข้อบกพร่องของกันและกันออกมา แต่เมื่อถึงเวลาคัดเลือกรอบสุดท้าย ฉันเป็นคนเดียวที่ได้รับเลือก เพื่อนร่วมงานของฉันพร้อมใจกันมอบตำแหน่งพนักงานดีเด่นให้ฉันอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งเป็นเกียรติยศเพียงหนึ่งเดียวของปีนั้น

หนังสือที่หายแล้วกลับคืนมา

บริษัทของเรารับพนักงานทำความสะอาดมาคนหนึ่ง ฉันแนะนำต้าฝ่าให้เธอและแนะนำให้เธอลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและองค์กรในเครือ เธอได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของเธอให้ฉันฟังด้วย เธอบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอกับสามีแย่มาก และพวกเขากำลังพิจารณาเรื่องการหย่าร้าง สุขภาพของเธอไม่ดี ฉันแนะนำเธอโดยใช้หลักการของต้าฝ่า และเธอก็เริ่มฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า ฉันให้หนังสือจ้วนฝ่าหลุนแก่เธอไปอ่านด้วย ฉันบอกเธอว่า "รักษาหนังสือเล่มนี้ให้ดี อย่าวางไปทั่วนะ" เธอรับปาก

เธอมีกำหนดตารางทำงานเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหนึ่งเธอบอกฉันว่าหนังสือหายไปแล้ว ฉันถามด้วยความกังวลว่า "เกิดอะไรขึ้น" เธอตอบว่า "สามีของฉันโยนทิ้ง" ฉันพูดด้วยความไม่เชื่อว่า "เขาซ่อนไว้หรือเปล่า คุณควรคุยกับเขาดี ๆ และบอกเขาว่าหนังสือเล่มนี้ล้ำค่าและคุณยืมมา คุณต้องถามเขา" วันรุ่งขึ้นเธอบอกว่า "ฉันถามอีกครั้งแล้ว เขาบอกว่าเขาโยนทิ้งไปแล้ว" เธอบอกว่าตอนที่เธอมาทำงานในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อมา เธอก็ยังหาไม่เจอ เธอกังวลเพราะเธอรู้ว่าฉันให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มนี้มาก

2 สัปดาห์ผ่านไป เธอก็ยังไม่พบหนังสือ ฉันผิดหวัง ฉันคิดว่า "เขาก่อกรรมเช่นนี้ด้วยความไม่รู้ได้อย่างไร" ฉันรู้สึกแย่มาก แต่ฉันไม่ยอมแพ้และไม่เชื่อว่าหนังสือหายไปจริง ๆ

สุดสัปดาห์ที่ 3 พนักงานทำความสะอาดคนนี้บอกอย่างมีความสุขเมื่อเจอฉันว่า "เจอหนังสือแล้ว" ฉันถามด้วยความตื่นเต้นว่า "เยี่ยมเลย เขาซ่อนไว้หรือเปล่า" เธอตอบว่า "เขาโยนหนังสือทิ้งในถังขยะ หลานชายวัย 2 ขวบของฉันเห็นหนังสือสีสันสดใส ก็เลยหยิบออกมา หลานขอให้พ่อของเขาใช้กระดาษจากหนังสือมาพับเครื่องบิน ลูกเขยของฉันเห็นหนังสือ จึงเก็บไว้"

ฉันถามเธอว่า "คุณเปลี่ยนปกที่ห่อหนังสือหรือเปล่า" เธอตอบว่าไม่ได้เปลี่ยน ฉันเห็นว่าหนังสือยังห่อด้วยกระดาษขาวแผ่นเดิมและสะอาดอยู่ แล้วเด็กบอกว่าสีสันสดใสได้อย่างไร ต่อมาฉันเดาว่าตาทิพย์ของเขาเปิดและเขาเห็นฝ่าหลุน ขอบพระคุณท่านอาจารย์หลี่

ฉันมีความสุขมากและชวนพนักงานทำความสะอาดคนนี้ไปรับประทานอาหารกลางวัน ฉันถามเธอว่า "ลูกเขยของคุณเก็บหนังสือไว้แล้วคุณเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้ได้อย่างไร" เธอตอบว่า "เขารู้ว่าหนังสือเล่มนี้ดีและเก็บไว้ เขาเห็นฉันหาของอยู่จึงถามฉันว่าฉันหาอะไรอยู่ พอฉันบอกเขาว่าฉันกำลังหาหนังสือ เขาก็เอาหนังสือออกมาและให้ฉัน เขามีเครื่องรางด้วย เขาเอามาให้ฉันดู ฉันขอเขาแต่เขาไม่ให้" ฉันบอกว่าฉันจะขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัวและถามชื่อและงานของเขา

พนักงานทำความสะอาดบอกชื่อ ที่ทำงาน และที่อยู่ของเขาให้กับฉัน ฉันรู้สึกแปลกใจ "ช่างบังเอิญเหลือเกิน" ลูกเขยของคุณเป็นเพื่อนร่วมงานของเพื่อนร่วมห้องของฉัน ซึ่งเป็นผู้ฝึกที่ฉันรู้จักหลังมาปักกิ่ง เธอเคยเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับต้าฝ่าและความจริงเกี่ยวกับการประทุษร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขารู้ว่าฝ่าหลุนต้าฝ่าวิเศษและเก็บหนังสือไว้ เหตุการณ์นี้แปลกจนไม่น่าเป็นไปได้ น่าประหลาดใจมาก ! กลุ่มคนที่ดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ที่จริงแล้วถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยฝ่าหลุนต้าฝ่า หนังสือที่หายไปจึงได้กลับคืนมา

(บทความนี้ได้รับการคัดเลือกเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันฝ่าหลุนต้าฝ่าโลกปี 2026 ที่ Minghui.org)