(Minghui.org) ผมได้ยินเกี่ยวกับฝ่าหลุนต้าฝ่าในปี 1994 และผมเริ่มฝึกในช่วงฤดูหนาวของปี 1996 ในเวลานั้น ชี่กงหลายประเภทเป็นที่นิยมมาก ผมซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และผมช่วยผู้ที่ฝึกชี่กงในการปรับเครื่องเสียงและอุปกรณ์อื่น ๆ ของพวกเขา ผมได้ช่วยผู้ฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าปรับอุปกรณ์สำหรับเปิดวิดีโอด้วย ในตอนแรกผมคิดว่าฝ่าหลุนต้าฝ่าเป็นเพียงชี่กงประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าดูใจดีและสงบ ผมรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้พวกเขา แต่ผมไม่ได้คิดจะฝึก
ผมเริ่มฝึก
ในฤดูหนาวปี 1996 ผู้ฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าสูงอายุคนหนึ่งมาที่ร้านของผมเพื่อซ่อมโทรทัศน์ ตอนนั้นเรากำลังรับประทานอาหารกลางวันอยู่พอดี เขามองดูพวกเราและยิ้ม หลังจากเรารับประทานอาหารเสร็จ เขาถามผมว่า "ดูเหมือนคุณทานอาหารไม่อร่อยเลย คุณป่วยอยู่หรือเปล่า" เขาสังเกตได้ถูกต้องทีเดียว
ผมมีอาการไซนัสอักเสบมา 8 ปีแล้ว และเครียดมากจนแทบจะรับไม่ไหว จมูกของผมอุดตัน ส่งผลต่อการพูด การกิน และการนอน ผิวพรรณของผมซีดเหลือง ผมลองกินยาและพยายามรักษาด้วยวิธีทางเลือกหลายวิธี แต่ก็ไม่มีวิธีใดได้ผล ในที่สุดผมก็พบยาน้ำที่ช่วยบรรเทาอาการได้ ผมต้องหยอดยาน้ำนี้ทุกครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน เพราะจมูกของผมอุดตัน ผมจึงกลืนอาหารลำบากและตื่นกลางดึกบ่อย ๆ เพราะหายใจไม่ออก แม้แต่ก่อนการสนทนากับใครยาว ๆ ผมก็ต้องหยอดยาก่อน ไม่เช่นนั้นจะพูดไม่ได้ ผมพึ่งยานี้จนติดและผมพกติดตัวตลอดเวลา
เมื่อผมเล่าให้ผู้ฝึกคนนี้ฟัง เขาพูดว่า "ทำไมคุณไม่ลองฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าล่ะ" ผมคิดว่านี่เป็นเพียงชี่กงประเภทหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคม ผมเคยลองฝึกชี่กงอื่นมาก่อนแต่ไม่ได้ผล ผมไม่คิดว่าฝ่าหลุนต้าฝ่าจะช่วยได้ แต่ผมอยากรู้เกี่ยวกับกิริยาท่าทางของผู้ฝึก
ผมพูดว่า "เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านคนหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือก็ฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า เช่นเดียวกับผู้ฝึกอื่น เขาดูใจดีและสงบ และไม่หยิ่งยโส ฝ่าหลุนต้าฝ่าทำให้คนมีจิตใจดีได้อย่างไร" เขาตอบว่า "ฝ่าหลุนต้าฝ่าไม่ใช่แค่ชี่กงธรรมดา ไม่ใช่แค่การฝึกท่าเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ยังมีหนังสือที่พูดถึงการเป็นคนดี ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ไปจนถึงหลักการที่ลึกซึ้งมาก หนังสืออธิบายว่าทำไมคนเราจึงเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน และประสบปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งพูดถึงโครงสร้างของจักรวาลและเรื่องอื่น ๆ อีกหลายอย่าง การฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่าเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตและโลกของคุณได้" ผมฟังอย่างตั้งใจ
ผมสนใจมาก "โอ้โห ที่แท้ฝ่าหลุนต้าฝ่าลึกซึ้งถึงขนาดนี้เลยหรือ ผมต้องอ่านหนังสือเหล่านี้ให้ได้" เขาบอกว่า "ผมจะเอาหนังสือมาให้เวลาที่ผมแวะมา หรือคุณไปขอยืมจากเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านก็ได้" เราพูดคุยกันตลอดบ่าย เขาบอกว่า "ผมขอฝากโทรทัศน์เครื่องนี้ไว้กับคุณก่อน แล้วจะมารับคืนตอนที่เอาหนังสือมาให้"
ผมไม่อยากรอให้เขาเอาหนังสือมาส่ง ผมจึงเดินไปที่บ้านของเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านทันที ผมบอกว่าผมขอยืมหนังสือฝ่าหลุนต้าฝ่า เขาก็ตกลงให้ผมยืม
ผมและภรรยาเริ่มอ่านหนังสือเมื่อผมกลับถึงบ้าน ภรรยาของผมสนใจเรียนรู้มาก เราอ่านหนังสือกันอยู่สองวัน แต่เพราะผมงานยุ่ง ผมจึงหยุดอ่าน ภรรยาของผมยังคงอ่านหนังสือต่อ วันหนึ่งเธอบอกว่า "ฉันจะไปบ้านของเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านเพื่อฝึกท่า แล้วฉันจะกลับมาสอนคุณหลังจากที่ฉันได้เรียนรู้ท่าเคลื่อนไหวแล้ว" เธอไปที่สนามฝึกทุกวันและกลับมาสอนท่าฝึกให้ผมที่บ้าน เราสองคนได้เริ่มต้นเส้นทางการบำเพ็ญด้วยวิธีนี้
ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า
ผมได้เรียนรู้ท่าฝึกของต้าฝ่าทั้ง 5 ชุดหลังจากนั้นไม่นาน วันหนึ่ง ภรรยาของผมพูดว่า "ผู้ฝึกรู้ว่าทำไมเราเจ็บป่วย โรคมาจากสิ่งที่เรียกว่ากรรม ซึ่งเป็นผลจากการกระทำที่ไม่ดีในอดีต พวกเขาเข้าใจว่าการกินยาและฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวที่จะรักษาโรค ถ้าเราปฏิบัติตามข้อกำหนดของฝ่าหลุนต้าฝ่าและบำเพ็ญซินซิ่งของเรา เราก็จะกำจัดกรรมได้ ยิ่งกว่านั้น ถ้าคุณมีความจริงใจ เทพจะช่วยเหลือคุณ และคุณจะหายจากโรคในเร็ววัน"
จากงานของผม ผมได้รู้จักความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยที่สุดบางอย่าง ผมจึงเชื่อว่าวิทยาศาสตร์มีอำนาจทำได้ทุกอย่าง ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องเทพในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือพระพุทธ ผมจึงสงสัยในสิ่งที่ภรรยาพูด แต่ผมคิดว่า "เวลาผมฝึกท่า ผมต้องหุบปาก แต่ผมไม่สามารถหายใจทางจมูก ผมจึงต้องอ้าปากบ่อย ๆ นี่ไม่ขัดกับข้อกำหนดหรือ จะดีมากเลยถ้าจมูกของผมไม่อุดตัน"
ผมบอกความคิดนี้ให้ภรรยาฟัง เธอพูดว่า "ทำไมคุณไม่โยนยาทิ้งไปเลยล่ะ" ผมเอายาทั้งหมดไปใส่เตาเผา แต่คืนนั้นขณะนอน จมูกของผมอุดตันมากจนนอนไม่หลับเลย
วันต่อมาผมบอกว่า "ผมต้องไปซื้อยา ไม่เช่นนั้นผมจะนอนไม่ได้"
วันนั้นอากาศแย่มาก ภรรยาของผมบอกว่า "อากาศไม่ดีเลย คุณอย่าออกไปดีกว่า ทำไมคุณไม่ลองอดทนอีกสักวันล่ะ"
ผมฟังเธอ มีปาฏิหาริย์ในคืนที่ 2 จมูกของผมไม่ค่อยอุดตันแล้ว และผมนอนหลับได้ ผมคิดว่า "ได้ผลจริง ๆ" พอถึงวันที่ 3 จมูกก็เป็นปกติอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ จมูกของผมก็ไม่เคยอักเสบอีกเลย
ประสบการณ์ที่เหนือธรรมดานี้ทำให้ความคิดที่ดื้อรั้นของผมที่ว่าวิทยาศาสตร์มีอำนาจเหนือทุกอย่างคลายลง ในจักรวาลนี้อาจมีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับสูงกว่ามนุษย์จริง ๆ ผมจึงเริ่มศึกษาหนังสือฝ่าหลุนต้าฝ่าอย่างจริงจัง ผมตระหนักว่าจ้วนฝ่าหลุนอัศจรรย์มาก หนังสือเล่มนี้ตอบคำถามมากมายที่ผมมี ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกวัน ผมอ่านจ้วนฝ่าหลุนมากกว่า 1,000 รอบแล้ว ทุกครั้งที่อ่าน ผมยังรู้สึกปิติยินดีเสมอ
ก่อนที่ผมจะเริ่มฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า ทุกฤดูร้อนผมมักเป็นไข้หวัดใหญ่รุนแรงตามด้วยอาการปวดท้อง แพทย์บอกว่าเป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบชนิดหนึ่ง ทุกฤดูร้อน ผมต้องกินยาและฉีดยา และใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาย ปีที่ 2 หลังจากเริ่มฝึก ผมมีอาการคล้ายกันอีกครั้งในฤดูร้อนและผมอาเจียน แต่สิ่งที่อาเจียนออกมาไม่ใช่อาหาร แต่เป็นหนองที่มีลักษณะเป็นเส้นใยสีน้ำตาลดำ และมีกลิ่นคาวปลาด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่อีกเลย
ผมรู้ว่าท่านอาจารย์ชำระล้างร่างกายให้ผม ไม่เพียงหายจากโรคสองอย่างนี้เท่านั้น โรคอื่น ๆ เช่น ความอ่อนเล้าทางใจก็หายไปด้วย ผมสัมผัสได้จริง ๆ ว่าการปราศจากโรคภัยเป็นอย่างไร เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยกินยาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นอกจากประโยชน์ทางร่างกายแล้ว ผมยังสัมผัสได้ว่าท่านอาจารย์คุ้มครองผู้ฝึกด้วย ผมขอเล่าเหตุการณ์ที่ผมประสบ 2 เรื่องต่อไปนี้
ครั้งหนึ่ง ขณะซ่อมตู้เย็น ผมจำเป็นต้องถอดท่อ ระบายระบบ และเติมสารหล่อเย็น วันนั้นงานยุ่ง ผมจึงลืมไปว่าผมเพิ่งตัดกระแสไฟ ท่อแรงดันสูงมีแก๊สแรงดันสูงอยู่เต็ม ผมรีบใช้ชุดเชื่อมออกซี-อะเซทิลีนให้ความร้อนที่รอยต่อของอุปกรณ์กรองและเก็บความชื้นโดยตรงเพื่อถอดท่อออก พอรอยเชื่อมกำลังจะละลาย อุปกรณ์เก็บความชื้นก็ระเบิดต่อหน้าของผมทันที
อุปกรณ์กรองและเก็บความชื้นเป็นท่อทองแดงยาว 10 ซม. หนา 2 ซม. บรรจุสารดูดความชื้น (อนุภาคแข็งคล้ายทราย ขนาดใหญ่กว่าเมล็ดข้าวฟ่าง) อยู่เต็ม ผมได้ยินเสียงของแตกหักดังปัง แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ผมตกตะลึงและนิ่งอยู่ประมาณ 30 วินาทีก่อนรู้สึกตัว ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นแตะหน้าโดยไม่รู้ตัว ไม่มีเลือดและไม่เจ็บ ผมกะพริบตา
ขณะนั้น ผู้ฝึกชายคนหนึ่งบังเอิญมาที่บ้านของผม เขาได้ยินเสียงดังในจังหวะที่เขาก้าวเข้ามาพอดี เขารีบวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ เขาตะโกนถามว่า "เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น คุณเป็นอะไรไหม"
ผมหันหน้าไปมองเขา เพราะลูกตาของผมเคลื่อนไปมองเขา ตอนนั้นผมจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในตาซ้ายของผม ผมรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ผมวิ่งเข้าไปในบ้านทันทีแล้วส่องกระจกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจึงพบว่าอนุภาคสารดูดความชื้นเม็ดหนึ่งเข้าไปในตาของผม โดยโผล่ออกมาครึ่งเม็ด ผมพยายามใช้ผ้าขนหนูเช็ดออกแต่มันไม่ออกมา ผมควรทำอย่างไร
แถวนั้นมีคลินิกและศัลยแพทย์คนหนึ่งทำงานที่นั่น ผมไปหาเขาทันที เขาดูตาของผมแล้วพูดว่า "ไปโรงพยาบาลด่วนเลย ห้ามกลอกตา มิฉะนั้นมันจะทำลายกระจกตาของคุณ คุณจะกลอกตาโดยไม่ตั้งใจขณะเอาอนุภาคนี้ออก กระจกตาจะเสียหาย แล้วคุณจะตาบอด คุณต้องไปโรงพยาบาลเท่านั้น ที่นั่นมียาหยอดตาที่ทำให้ลูกตาหยุดนิ่ง แล้วจึงเอาอนุภาคนี้ออกได้" พอผมได้ยินว่าผมต้องไปโรงพยาบาล ผมคิดว่า "ช่างเถอะ ท่านอาจารย์คุ้มครองผมอยู่ ผมจะไม่เป็นไร" ผมตัดสินใจกลับบ้านเพื่อฟาเจิ้งเนี่ยน
ผมและผู้ฝึกหลายคนฟาเจิ้งเนี่ยนอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นมีผู้ฝึกหญิงคนหนึ่งมาหาผมเพื่อขอให้ผมช่วยทำบางอย่าง ผมออกไปคุยกับเธอครู่หนึ่งโดยไม่รบกวนผู้ฝึกอื่น ขณะคุยกัน ผมรู้สึกเหมือนลูกตาซ้ายของผมถูกเข็มแทงลงไปแล้วก็หายเจ็บ ผมกลอกตาและไม่รู้สึกว่ามีอะไรเสียดสีอยู่ หลังจากผู้ฝึกหญิงคนนั้นกลับไป ผมรีบเข้าไปในบ้านและส่องกระจก ไม่มีอะไรในตาเลย ไม่เหลือร่องรอยเหลืออยู่เลย ผมดูลูกตาทุกมุมตั้งแต่หัวตาถึงเบ้าตา แต่หาอนุภาคนั้นไม่เจออีกเลย ผมไม่รู้ว่ามันหายไปไหน
อีกครั้งหนึ่ง ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังอีกเมืองหนึ่ง ในอดีตเวลาผมขับมอเตอร์ไซค์ ผมไม่เคยสวมหมวกนิรภัยเลย แต่วันนั้นไม่ทราบว่าทำไม ผมตัดสินใจสวมหมวกนิรภัย พอผมไปถึงอำเภอนั้น รถมอเตอร์ไซค์ของผมชนก้อนอิฐก้อนหนึ่ง ขณะนั้นผมขับรถมอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วสูง รถจึงกระเด้งขึ้นแล้วตกลงกระแทกกับพื้นก่อนไถลออกไป 6-7 เมตร ตอนนั้นเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ ผมยังใส่เสื้อผ้าค่อนข้างหนา การเสียดสีกับพื้นทำให้เข่าซ้ายของกางเกงขาด และหมวกนิรภัยข้างซ้ายแตกออกเป็นชิ้นใหญ่มาก หวุดหวิดแล้ว ถ้าผมไม่ได้สวมหมวกนิรภัยในวันนั้น ผมคงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
ผมรีบลุกขึ้นยืน แต่พอผมใช้แรง ขาซ้ายของผมก็พับงอไปข้างหลัง อย่างที่ทุกคนทราบ ขาของคนเรายกไปข้างหน้าได้เท่านั้น จะพับไปข้างหลังไม่ได้ แต่ขาของผมพับไปข้างหลัง ผมตระหนักในทันทีว่าขาของผมน่าจะหัก หรือข้อหลุด ผมพยายามอย่างมากในการใช้ขาขวาพยุงร่างกายของผมและยกรถมอเตอร์ไซค์ขึ้น ผมใช้มือยกขาซ้ายขึ้นพาดบนรถมอเตอร์ไซค์ ขึ้นนั่ง เปลี่ยนเกียร์ด้วยมือซ้าย แล้วขี่กลับบ้าน
ภรรยาของผมช่วยพยุงผมเข้าไปในบ้าน ผมอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างมากและนั่งสมาธิ ขาซ้ายของผมเจ็บมากจนนั่งขัดสมาธิไม่ได้ ผมจึงเหยียดขาซ้ายตรงและนั่งขัดสมาธิด้วยขาขวาข้างเดียว ผมไม่คิดที่จะไปโรงพยาบาล ทุกวันผมฝึกท่ายืนโดยพิงกำแพง และเหยียดขาซ้ายออกขณะนั่งสมาธิ
สองสัปดาห์ต่อมา ผมออกไปข้างนอกได้โดยใช้ไม้ค้ำยัน อีก 20 กว่าวันต่อมา ผมสามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ อีก 1 เดือนต่อมา ผมหายเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ มีคำพูดว่า "กระดูกหักและกล้ามเนื้อบาดเจ็บต้องใช้เวลา 100 วันจึงจะหาย" แม้ไปโรงพยาบาล ก็ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะหาย แต่ผมฝึกท่าเพียง 1 เดือน ผมก็เดินได้คล่อง ยิ่งกว่านั้นผมยังสามารถแบกกระสอบข้าวหนัก 40-45 กิโลกรัมได้ด้วย
ฝ่าหลุนต้าฝ่าเปลี่ยนแปลงผมอย่างไร
ก่อนฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า ผมรู้จักคนทุกประเภทเพราะผมเปิดร้านอยู่ริมถนน ในเวลานั้นผมไม่มีมาตรฐานในการประเมินว่าใครดีหรือใครไม่ดี ผมรับคำจำกัดความในปัจจุบันของ "คนดี-คนไม่ดี" มาใช้โดยปริยาย บางครั้งเวลาประเมินคนที่ไม่มีความสามารถหรือไม่ฉลาด ผมจะบอกว่า "คนนั้นเป็นคนดี" นี่เป็นการใช้ภาษาแบบฉลาดแกมโกงที่คนในปัจจุบันใช้กัน เพราะถ้าบอกว่าใคร "ไม่เก่ง" ก็จะทำให้เขาเสียใจ ผมจึงใช้คำว่า "คนดี" แทน ดังนั้นถ้าใครบอกว่าผมเป็น "คนดี" ผมกลับรู้สึกขายหน้า ผมเรียกคนที่คบชู้ หลอกลวง หรือประจบสอพลอ ว่า "คนเก่ง" และเรียกคนที่ทำแต่เรื่องเลวร้ายสารพัดว่า "ผู้ชายดี"
"ผู้ชายดีที่เก่ง" จำนวนมากเข้ามาอยู่ในแวดวงสังคมของผม พวกเขาขโมยไก่ของคนอื่นตอนกลางคืนแล้วนำมาทำอาหารที่บ้านของผม ในฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาก็ขโมยถั่วจากไร่แล้วมาต้มที่บ้านของผม ผมเคยคิดว่าคนพวกนี้เก่ง
ลูกค้าที่มาที่ร้านของผมไม่รู้เรื่องการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมถอดชิ้นส่วนที่ยังดีอยู่ออกแล้วเปลี่ยนเป็นของใหม่ และคิดเงินลูกค้าในราคาแพง ใครจะรู้ว่าผมสะสมกรรมไว้มากแค่ไหนจนทำให้สุขภาพของผมย่ำแย่ขนาดนี้ นอกจากไซนัสอักเสบแล้ว ผมยังมีอาการอ่อนล้าทางใจด้วย ผมปวดหัวบ่อย มีเสียงในหู และบริเวณต้นคอด้านหลังมักจะตึง แข็ง ปวด และล้าอยู่บ่อยๆ
พอก้าวเข้าไปในร้าน ผมก็เริ่มมีอาการปวดศีรษะทันที ผมเล่นเกมกับเพื่อนบ้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองเพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้น ผมติดนิสัยเล่นไพ่ทุกวัน คืนหนึ่ง ภรรยาและผมออกไปเล่นไพ่หลังจากลูกสาววัย 5 ขวบของเรานอนหลับแล้ว เรากลับบ้านดึก พอเราเปิดประตู ลูกสาวของเรากำลังร้องไห้อยู่ ใบหน้าของเธอแดงก่ำและเสียงแหบ เราอุ้มเธอขึ้นมาและรู้สึกอยากร้องไห้ตาม ผมคิดด้วยความเจ็บปวดใจว่า "เกิดอะไรขึ้นกับเรา เรายังใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์อยู่หรือเปล่า !" ผมรู้สึกเหมือนเรือที่หลงทาง ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด
ในฤดูหนาวปี 1995 ผมได้รับฝ่าในที่สุด ผมเริ่มต้นการบำเพ็ญ ฝ่าหลุนต้าฝ่าเปลี่ยนแปลงผมอย่างสิ้นเชิง ผมไม่เพียงหายจากโรคภัย ผมยังมีความสุขมาก ผมและภรรยาตื่นเช้าทุกวันเพื่อไปสนามฝึกและฝึกท่า พวกเราเปรียบเหมือนนกที่ไร้ความกังวล 2 ตัวที่บินอยู่บนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เวลากลางคืนเราอ่านจ้วนฝ่าหลุน หลังศึกษาฝ่า เราแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำเพ็ญของเราและวิธีที่เรายกระดับซินซิ่ง
สุขภาพของผมดีขึ้น ผมมีความสุข และเปลี่ยนเป็นคนที่สงบสุขขึ้นในการปฏิบัติต่อผู้คนและจัดการสิ่งต่าง ๆ ผมเลิกโกงลูกค้าเมื่อผมซ่อมอุปกรณ์ ครั้งหนึ่ง ผมไปซ่อมโทรทัศน์ให้ผู้สูงอายุคนหนึ่ง เนื่องจากผมหาสาเหตุของปัญหาไม่ได้ในทันที ผมจึงขอให้เขาหาแผนผังวงจรในคู่มือใช้งาน ผู้สูงอายุคนนี้เป็นครูเกษียณ เขาตรงไปตรงมาแต่ละเอียดถี่ถ้วน บางครั้งเขาพูดจาหยาบ พอผมขอให้เขาช่วยส่งแผนผังวงจรให้ผม เขาพูดอย่างหยาบคายว่า "อย่ามาเล่นลูกไม้กับผม ผมรู้ทันคนอย่างพวกคุณ ทันทีที่ผมเดินออกไปคุณก็จะเจอปัญหา แล้วคุณก็จะให้ผมจ่ายค่าอะไหล่ใช่ไหม วันนี้ผมจะดูคุณซ่อมอยู่ตรงนี้"
เมื่อผมเห็นท่าทีของเขา ผมก็ไม่ขอแผนผังวงจรอีก ผมหาแผนผังวงจรที่คล้ายกันจากเอกสารที่ผมนำมาเอง ระหว่างที่ผมซ่อมโทรทัศน์ ผมบอกว่า "ผมฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า ผมไม่ทำแบบนั้น" เขาประหลาดใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ฝ่าหลุนต้าฝ่าสามารถทำให้คนเป็นคนที่ดีขึ้นได้จริง ๆ หรือ นี่เหลือเชื่อมาก" เขาถามคำถามเกี่ยวกับฝ่าหลุนต้าฝ่ามากมาย ผมตอบคำถามเหล่านั้นทีละข้อ
ผมซ่อมโทรทัศน์เสร็จแล้วคิดราคาต่ำมาก เมื่อร่ำลาจากกัน เขายิ้มให้ ตั้งแต่นั้นมา ผู้ชายอายุเกือบ 90 ปีคนนี้กับผมกลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด ทุกครั้งที่เขาออกจากบ้าน เขาจะแวะมาหาผมที่ร้าน
ไม่นานนัก ผู้คนมากมายก็รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของผม พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อผม พวกเขาแค่เรียกผมว่า “ฝ่าหลุนต้าฝ่า” ถ้าพูดถึงเรื่องซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน พวกเขาก็จะบอกว่า “เรียก ‘ฝ่าหลุนต้าฝ่า’ คนนั้นมาสิ เขาเป็นคนดีและไม่คิดราคาสูงเกินจริง” เมื่อมีคนรู้จักผมมากขึ้น รู้วิธีที่ผมจัดการกับสิ่งต่าง ๆ รู้ทัศนคติที่สงบของผม ทุกครั้งที่ผมออกไปข้างนอก หลายคนก็ทักทายผมอย่างอบอุ่น
การประทุษร้าย
การประทุษร้ายฝ่าหลุนต้าฝ่าเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1999 และเราสูญเสียสิ่งแวดล้อมที่จะฝึกตามความเชื่อของตนอย่างอิสระ หนังสืออันล้ำค่าที่เราอ่านทุกวันก็ถูกยึดไป เราถูกติดตาม คุกคาม และบังคับให้เขียนถ้อยแถลงสัญญาว่าจะไม่ฝึกอีก
ในเดือนมกราคม 2000 ผู้ฝึก 6 คนในเมืองของผมเดินทางไปปักกิ่งเพื่อยื่นอุทธรณ์และถูกจับกุมแล้วส่งตัวกลับ รัฐบาลเมืองจับกุมพวกเขาพร้อมกับผู้ฝึกอีก 20 กว่าคนในพื้นที่ของเรา และขังทุกคนไว้ในหอพักนักเรียนของโรงเรียนมัธยม ในหอพักมีที่นอนรวมขนาดใหญ่ ไม่มีผ้าห่ม มีเพียงแผ่นไม้กระดานแข็ง แต่ละคนมีม้วนกระดาษชำระเพื่อใช้เป็นหมอน และพวกเราถูกกักขังอยู่เกือบหนึ่งเดือน พวกเราได้รับข้าวโพดต้มถ้วยเล็กวันละ 1 ถ้วย ขนมปังก้อนเล็ก 1 ก้อน และผักดองเล็กน้อยในแต่ละวัน นอกจากผู้คุมจะทุบตีผู้ฝึก 6 คนที่ไปปักกิ่งแล้ว ผู้คุมยังทรมานผู้ฝึกที่ปฏิเสธจะเลิกฝึก รวมถึงตีด้วยกระบองไฟฟ้าด้วย
วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำกระดาษและปากกามา 1 กอง และสั่งให้ทุกคนเขียนถ้อยแถลงแสดงความเสียใจที่ฝึกฝ่าหลุนต้าฝ่า ไม่มีใครเขียน แต่ผมเขียนถ้อยแถลงยาว ผมเขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านบวกที่ผมได้สัมผัสหลังจากเริ่มฝึก และความมุ่งมั่นของผมที่จะบำเพ็ญต่อไป เมื่อเจ้าหน้าที่กลับมาเก็บถ้อยแถลงและเห็นว่าไม่มีใครเขียน เขาโกรธมาก เมื่อเห็นว่าผมเขียนบางอย่าง เขายิ้มและพูดว่า "ดูสิ โน่นไง คนนี้ทำตัวดี เขาเขียนบางอย่าง"
พอเขาหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน สีหน้าของเขานิ่งทันที เขาตะโกนใส่ผมว่า "เขียนอะไรมาอย่างนี้ ไปอ่านให้ผู้บังคับบัญชาฟัง"
เขาลากผมไปอีกห้องหนึ่ง ในห้องนั้นมีนายกเทศมนตรีเมือง เลขาธิการพรรค หัวหน้าสถานีตำรวจ และผู้ใต้บังคับบัญชาอีกหลายคน เขายื่นกระดาษให้ผมแล้วพูดว่า "ทำไมไม่อ่านให้ผู้นำฟังล่ะ" ผมลังเล กลัวเล็กน้อย แต่ผมคิดว่านี่คือประสบการณ์จริงของผมและผมควรรายงานให้ผู้นำทราบ ผมจึงรับกระดาษมาอ่านเสียงดังตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีใครขัด ทุกคนฟังอย่างเงียบ ๆ
หัวหน้าสถานีตำรวจเงยหน้าขึ้นเมื่อผมอ่านจบ เขาส่งสัญญาณให้ผู้คุมด้วยสายตา แล้วผมก็ถูกนำตัวออกไป ผมถูกผลักให้ล้มลงกับพื้นและถูกหลายคนเตะอย่างรุนแรง ผมถูกช็อกด้วยกระบองไฟฟ้า หนึ่งในนั้นด่าผมขณะตีว่า "แกคิดว่าแกมีอำนาจมากกว่านายกเทศมนตรีหรือ เวลาเขาเดินบนถนน ไม่มีใครทักเขาสักคน แต่เวลาแกเดินออกไปบนถนน ทำไมทุกคนถึงทักแก"
หลังจากพวกเราถูกกักขังอยู่ 20 กว่าวัน เราก็ได้รับการปล่อยตัว โดยทุกคนต้องจ่ายค่าอาหาร 300 หยวน ผมและภรรยาต้องจ่ายเพิ่มอีก 6,000 หยวน ผู้ฝึกคนอื่น ๆ บางคนถูกรีดไถเงิน 6,000 หยวน บางคน 4,000 หยวน และบางคน 2,000 หยวน ผู้ฝึกในหมู่บ้าน 20 กว่าแห่งภายใต้เขตปกครองของเมืองถูกกักขังอย่างผิดกฎหมายเช่นกัน พวกเขาก็ถูกบังคับให้จ่ายค่าปรับรวมกันเป็นเงินมากกว่า 200,000 หยวน แต่พวกเรายังคงถูกติดตาม คุกคาม และถูกบังคับให้รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทุกวันแม้จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว
ปลายฤดูใบไม้ร่วงปี 2001 ภรรยาของผมตัดสินใจไปปักกิ่งเพื่อยื่นอุทธรณ์ให้กับต้าฝ่า ผมถูกบังคับให้ออกจากบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการประทุษร้าย ผมขอให้น้าสาวของลูกของผมช่วยดูแลเธอ หลังจากภรรยาของผมถูกจับกุมในปักกิ่ง เธอถูกตัดสินให้ใช้แรงงานในค่าย 1 ปี 6 เดือน ผมถูกจับกุมระหว่างย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งและถูกจำคุก 11 เดือน ระหว่างที่ผมออกจากบ้าน สถานีตำรวจออกหมายจับผม นายกเทศมนตรีของเมืองสั่งให้โรงเรียนไล่ลูกสาวของผมออกจากโรงเรียนเพื่อบังคับให้ผมกลับบ้าน ขณะนั้นเธอกำลังเรียนอยู่ชั้นประถม เรื่องนี้ทำให้ครู อาจารย์ใหญ่ และเพื่อนผู้ฝึกโกรธมาก ผู้ฝึกหลายคนเขียนจดหมายถึงนายกเทศมนตรีของอำเภอและนายกเทศมนตรีของเมือง ติดข้อมูลเกี่ยวกับฝ่าหลุนต้าฝ่าตามถนนสายหลัก และเปิดโปงวิธีที่รัฐบาลเมืองใช้ประทุษร้ายผู้ฝึก
เมื่อเลขาธิการพรรคระดับอำเภอรู้เรื่อง เขาตะโกนใส่นายกเทศมนตรีของเมืองในโทรศัพท์ว่า "ในช่วงไม่กี่ปีนี้มีนโยบายเน้นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี แต่คุณส่งเด็กประถมกลับบ้าน ! ให้พาเธอกลับมาเรียน !" นายกเทศมนตรีของเมืองส่งรองเลขาธิการพรรคมาขับรถพาลูกสาวของผมกลับโรงเรียนด้วยตนเอง
20 ปีต่อมา ลูกสาวของผมซึ่งตอนนี้แต่งงานแล้วกลับมาเยี่ยมเราที่บ้าน ภรรยาของผมมองเธอและถามว่า "ช่วงหลายปีนั้นที่พ่อกับแม่ฝากลูกไว้กับน้าสาว… ลูกโกรธเราไหม" เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า "ไม่" แล้วพูดต่อว่า "แม่ แม่รู้ไหมว่าหนูสายตาสั้นได้อย่างไร ไม่ใช่เพราะหนูอ่านหนังสือ แต่เพราะหนูร้องไห้ หลังจากพ่อกับแม่ทิ้งหนูไป หนูคิดถึงพ่อแม่มาก หนูร้องไห้ทุกคืน แต่หนูไม่อยากให้น้าเห็น หนูก็เลยร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม หนูคิดถึงพ่อและแม่มาก แต่หนูไม่ได้โกรธ หนูรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ เป็นความผิดของรัฐบาล เป็นเพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมาน หนูรู้สึกขอบคุณน้าและครอบครัวของน้ามากที่ดูแลหนู รวมทั้งปู่ย่าตายาย และครูประจำชั้นที่คอยดูแลหนูเสมอ"
ลูกสาวของผมเล่าว่าปีนั้น หลังจากครูประจำชั้นทราบสถานการณ์ของครอบครัวของเรา ครูเห็นใจลูกสาวของเราและมักให้เงินค่าขนมรวมถึงอาหารว่างแก่เธอ ครูยังถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเธอบ่อย ๆ ตอนนี้ลูกสาวของผมอายุ 30 ปีเศษแล้ว แต่ครูประจำชั้นคนนี้ยังถามถึงเธอทุกครั้งที่พบผม เรารู้สึกขอบคุณความเมตตาของครูอย่างมาก
พรรคคอมมิวนิสต์จีนประทุษร้ายฝ่าหลุนต้าฝ่ามา 27 ปีแล้ว และผมบำเพ็ญมาเกือบ 30 ปี ทุกครั้งที่มีคนพูดว่า "คุณโง่หรือเปล่า ทำไมคุณยังยืนหยัดที่จะเดินบนเส้นทางนี้ภายใต้แรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ อะไรทำให้คุณทำขนาดนี้" ผมบอกพวกเขาว่า "ความเชื่อในฝ่าหลุนต้าฝ่าของผมคือสิ่งที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเรื่องเหล่านี้มาได้"
(บทความนี้ได้รับการคัดเลือกเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันฝ่าหลุนต้าฝ่าโลกปี 2026 ที่ Minghui.org)
ลิขสิทธิ์ © 1999-2026 Minghui.org สงวนลิขสิทธิ์
หมวดหมู่: มุมมองวันต้าฝ่า